5 วิธีหาเงินออนไลน์ ได้จริง (เน้นฟรีหรือไม่ต้องลงทุนเยอะ)

คุณอยากหาเงินผ่านเน็ต แต่กำลังสับสนว่าวิธีไหนได้เงินจริง ใช่หรือไม่

ถ้าใช่ อ่านบทความนี้ด่วนครับ

ผมเลี้ยงชีพโดยการหาเงินออนไลน์อย่างเดียวมาตั้งแต่ปี 2015 (ไม่มีรายได้งานประจำ ไม่มีทรัพย์สินพวกบ้านเช่า) เพราะฉะนั้นคุณเชื่อได้ว่าวิธีที่ผมจะแชร์คือของจริง ได้เงินจริง

บทความเกี่ยวกับการหาเงินออนไลน์ของเว็บอื่น มักจะเชียร์ให้คุณไปเสียเงินสมัครโปรแกรมอะไรก็ไม่รู้ หรือเสียเงินลงทุนเครือข่ายอะไรแปลกๆ บทความนี้จะไม่ใช่แบบนั้นครับ ผมจะแชร์วิธีหาเงินแบบตรงไปตรงมา มีความชัดเจนมารายได้มาจากไหน (ไม่มีลับลมคมในอะไรทั้งนั้น)

โดยผมจะเน้นวิธีที่แทบไม่ต้องลงทุน หรือใช้เงินลงทุนน้อยมาก (เราจะเน้นไปที่การลงแรงและเวลาแทนครับ)

สรุปเนื้อหา

  1. หาเงินผ่านเว็บไซต์
  2. หาเงินผ่านเพจเฟซบุ๊ค
  3. สร้างรายได้จากยูทูป
  4. เป็นฟรีแลนซ์ออนไลน์
  5. ขายของออนไลน์แบบดรอปชิบ

ผมจะพยายามแชร์ข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีไว้ด้วย คุณจะได้หาแนวทางที่เหมาะสมกับคุณได้ง่ายขึ้นครับ

มาเริ่มที่วิธีแรกกันเลยครับ

วิธี 1: หาเงินผ่านเว็บไซต์

วิธีการคร่าวๆ เป็นแบบนี้ครับ

  1. ทำเว็บไซต์ขึ้นมา (มีค่าใช้จ่ายเล็กน้อย คือค่าโดเมน และเว็บโฮสติ้ง)
  2. เขียนบทความดีๆ มีประโยชน์ ลงบนเว็บไซต์ (เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับใน Google)
  3. พอเริ่มมีคนเข้ามาเว็บไซต์เรา (เรียกว่า traffic) เราก็ทำเงินจาก traffic นี้ได้หลายแบบ เช่น ขายสินค้า ขายพื้นที่โฆษณา ฯลฯ

ผมเอาวิธีนี้ขึ้นอันดับหนึ่ง เพราะวิธีนี้สามารถทำเงินได้หลากหลายรูปแบบมากครับ

  • ขายสินค้าจับต้องได้ เช่น อาหารเสริม, ของเล่น, ข้าวของเครื่องใช้
  • ขายคอร์สออนไลน์
  • ขายสินค้าคนอื่น (เป็นตัวแทนขาย)
  • ขายพื้นที่โฆษณา
  • ใช้เป็นช่องทางหาลูกข่าย (สำหรับธุรกิจเครือข่าย/ขายตรง)
  • ใช้เป็นช่องทางหาผู้สนใจซื้อประกัน (สำหรับนายหน้าขายประกัน)

มาดูตัวอย่างซักหน่อยดีกว่าครับ ว่าเราทำเงินผ่านเว็บไซต์ได้อย่างไรบ้าง

1.1 ขายคอร์สออนไลน์

ตอนนี้คอร์สออนไลน์กำลังบูมครับ

ข้อดีของคอร์สออนไลน์คือ การขายให้คน 10 หรือ1,000 คนก็มีต้นทุนแทบไม่ต่างกันเลยครับ (เพราะเป็นสินค้าดิจิตอล) เราเลยได้กำไรที่สูงมาก อย่างคอร์สออนไลน์ของผม หลักหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วกำไรยังเกิน 90% ซึ่งสูงกว่าสินค้าจับต้องได้มากมาย

คุณสามารถขายคอร์สออนไลน์ เกี่ยวกับอะไรได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น สอนเทรดหุ้น สอนลงโฆษณา Facebook สอนเล่นกีต้าร์ สอนใช้โปรแกรม Excel สอนตัดต่อวิดีโอ

อย่างผมเองมีคอร์สฝึกพูดภาษาอังกฤษอยู่ตัวหนึ่ง (มันคือไฟล์วิดีโอที่คนเอาไปเปิดฟังและฝึกพูดตามได้)

โดยผมขายคอร์สตัวนี้ผ่านเว็บไซต์หนึ่งของผม โดยเว็บไซต์นี้ ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับการฝึกภาษาอังกฤษไว้จำนวนหนึ่ง

ตัวอย่างบทความในเว็บผม

ช่วงแรกที่ทำก็ยังไม่มี traffic หรอกครับ แต่พอผมเขียนและปรับปรุงเนื้อหาไปเรื่อยๆ บทความก็เริ่มติดอันดับใน Google

เมื่อเว็บเริ่มติดอันดับ ก็จะเริ่มมีคนเข้ามา ผมก็เอาลิงก์หน้า sale page ของคอร์สผม ไปแปะไว้ที่ด้านล่างของบทความบางอัน (เป็นการบอกผู้เยี่ยมชมว่า ผมมีคอร์สขายนะ ถ้าสนใจก็ซื้อได้)

เนื่องจากบทความที่ผมเขียนมีประโยชน์ ทำให้ผู้เยี่ยมชมจำนวนหนึ่งซื้อคอร์สออนไลน์ของผม โดยที่ผมไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาแม้แต่บาทเดียว!

การที่เรามีเว็บไซต์ (ที่มี traffic) มันเปิดโอกาสให้เราหาเงินแบบไม่ยากครับ สมมุติวันนึงผมอยากขายคอร์สออนไลน์ผ่านเว็บ noobmarketer (เว็บนี้เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ การหาเงินออนไลน์) ผมอาจจะสร้างคอร์สออนไลน์พวกนี้ก็ได้

  • คอร์สสอนการใช้งาน WordPress (โปรแกรมสร้างเว็บไซต์)
  • คอร์สสอนการทำ SEO (ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับใน Google)

ซึ่งถ้าผมทำคอร์สพวกนี้ขึ้นมาผมเชื่อว่าขายได้แน่นอน จะมากจะน้อยอีกเรื่องนึง (ที่ยังไม่ได้ทำเพราะว่าขี้เกียจเฉยๆ ครับ)

หรือถ้าวันนึงบทความนี้ (ขายของออนไลน์) มันเริ่มติดอันดับใน Google ขึ้นมา ผมอาจจะทำคอร์สขึ้นมาสอนวิธีการหาเงินออนไลน์แบบเจาะลึกก็ได้

1.2 ขายสินค้าจับต้องได้

สินค้าที่คุณขายไม่จำเป็นต้องเป็นคอร์สออนไลน์หรือสินค้าดิจิตอลเหมือนผมก็ได้

สมมุติคุณอยากขายพวกอาหารเสริม (สมมุติว่าเป็นแคลเซียม วิตามิน บำรุงกระดูก) คุณก็ใช้วิธีการแบบนี้ได้เหมือนกัน

อาจจะทำแบบนี้ได้ครับ

  1. ทำเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพขึ้นมา
  2. เขียนบทความเกี่ยวกับสุขภาพ รวมถึงบทความเกี่ยวกับการดูแลกระดูก เช่น
    • วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน
    • วิธีเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูก
    • โรคกระดูกพรุน เกิดจากอะไร
  3. ด้านล่างบทความ (หรือในเนื้อหาบทความเลยก็ได้) คุณอาจระบุว่าคุณมีอาหารเสริมที่ช่วยเรื่องกระดูกอยู่ (และก็บรรยายสรรพคุณไป)
  4. ระบุช่องทางสั่งสินค้าไว้ตรง sidebar หรือด้านล่างบทความ

คุณสามารถใช้วิธีข้างต้นได้กับสินค้าหลายประเภท สมมุติคุณอยากขายครีมรักษาสิว (อาจจะเป็นสินค้าของคุณเองหรือรับมาขาย) คุณก็อาจจะทำเว็บให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผิวหนังก็ได้ แล้วก็เขียนบทความเกี่ยวกับการรักษาสิว และทำให้มันติดอันดับกูเกิ้ลให้ได้

วิธีนี้อาจใช้ไม่ได้กับสินค้าทุกประเภท โดยเฉพาะสินค้าพื้นๆ ที่ไม่มีความซับซ้อน อย่างถ้าคุณจะขายปากกา ผมเชื่อเลยว่าไม่มีใครจะมาค้นหาว่า วิธีการใช้ปากกา หรือ ปากกาที่เขียนดี หรอกครับ (ถึงจะมีก็คงมีน้อยมาก ทำไปก็ไม่คุ้ม) เพราะฉะนั้นต้องคิดวิเคราะห์ดูด้วยครับ

ซึ่งปัจจุบันยังมีคนไทยใช้วิธีน้อยมากๆ (เทียบกับจำนวนคนที่ขายผ่านลาซาด้าหรือเฟซบุ๊ค) แต่ก็ยังมีอยู่บ้างครับ

การขายของออนไลน์ ผ่านเว็บที่ติดอันดับกูเกิ้ล (ภาพจาก pantip)

เอาล่ะ มาดูอีกตัวอย่างที่ต่างออกไปดีกว่าครับ

1.3 ทำ affiliate marketing

ถ้าคุณไม่อยากวุ่นวายการผลิตสินค้า,จัดส่ง, หรือการตอบคำถามลูกค้า อยากโฟกัสไปที่การทำเว็บและเขียนเนื้อหาอย่างเดียว คุณก็สามารถโปรโมตสินค้าหรือบริการของคนอื่นบนเว็บคุณได้ครับ

หลายบริษัทที่ขายของหรือบริการออนไลน์ (โดยเฉพาะของต่างประเทศ) เค้าจะมีระบบตัวแทนขายอยู่ (affiliate program)

สิ่งที่คุณต้องทำคือ โปรโมตสินค้าผ่านเว็บคุณ ถ้าใครซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์คุณ คุณก็จะได้ค่าคอมมิชชั่น

ขอยกตัวอย่างพร้อมภาพประกอบแล้วกัน

ตอนนี้ผมเป็น affiliate ให้กับ Shutterstock ซึ่งเป็นเว็บขายภาพออนไลน์ โดยหลังจากผมสมัคร ผมได้รับลิงก์ที่เรียกว่า “ลิงก์ affiliate” สำหรับใช้โปรโมต Shutterstock

ลิงก์ affiliate มันก็คือ URL ที่ลิงก์ไปเว็บของเจ้าของสินค้านี่แหละครับ แต่ความพิเศษคือมันสามารถ track ได้ว่าลูกค้าที่ซื้อสินค้า เค้ามาจากเว็บของ affiliate คนไหน (affiliate แต่ละคนจะได้ลิงก์ต่างกัน)

โดยในเว็บผมก็จะมีบทความเกี่ยวกับการซื้อภาพออนไลน์ และบทความอธิบายการซื้อภาพ Shutterstock ซึ่งบทความพวกนี้มีลิงก์ affiliate อยู่ในเนื้อหา ถ้าใครคลิกลิงก์แล้วซื้อภาพจาก Shutterstock ผมก็จะได้ค่าคอม

อีกตัวอย่างละกัน ในบทความสอนการใช้งาน WordPress ผมมีการระบุว่าธีม (theme) ที่ผมใช้คือธีมชื่อ GeneratePress ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าผมใส่ลิงก์ affiliate ของ GeneratePress เอาไว้ ซึ่งถ้ามีใครเห็นว่าดีไซน์ของเว็บผมมันดูโอเค อยากได้ดีไซน์คล้ายกัน เค้าก็จะกดลิงก์ไปซื้อธีม และผมก็จะได้ค่าคอม

อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆ เท่านั้น การทำเงินจาก affiliate marketing ยังมีวิธีการหลากหลายครับ

อย่างเช่น ผมเห็นคนไทยบางคนทำเงินโดยการเป็น affiliate ให้ Amazon.com (เว็บอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลก) โดยการสร้าง “เว็บรีวิวสินค้า” ภาษาอังกฤษขึ้นมา (เช่น รีวิวโดรน) จากนั้นเค้าก็ไปจ้างฝรั่งให้เขียนเนื้อหารีวิวเป็นภาษาอังกฤษให้ (ผ่านทางเว็บจ้างฟรีแลนซ์) จากนั้นก็เอาเนื้อหาลงเว็บ ใส่ลิงก์ affiliate ที่ลิงก์ไปที่สินค้าบนเว็บ Amazon ลงไป (พอเว็บติดอันดับ ก็เริ่มได้เงินค่าคอม)

สำหรับรายละเอียดการสมัครโปรแกรม affiliate ที่คุณควรรู้ ก็มีประมาณนี้ครับ

  • บริษัทที่ขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ไม่ได้มีโปรแกรม affiliate ทุกบริษัท
  • ผมใช้สองวิธีนี้ดูว่าบริษัทมีโปรแกรม affiliate รึเปล่า
    1. เข้าไปที่เว็บไซต์แล้วเลื่อนไปด้านล่างสุด มันจะมีลิงก์ที่เขียนประมาณว่า affiliates หรือ affiliate program กดเข้าไป มันจะมีหน้าที่แสดงรายละเอียดเช่นผลตอบแทน และมีปุ่มให้กรอกใบสมัคร
    2. หรืออาจจะค้น Google โดยพิมพ์ชื่อบริษัทหรือชื่อสินค้า แล้วต่อด้วยคำว่า affiliate
  • เงื่อนไขการสมัครเป็น affiliate ของแต่ละบริษัทจะต่างกันไป บางแห่งอนุญาติให้ใครก็เป็น affiliate ได้ แต่บางแห่งพอเรากรอกแบบฟอร์มสมัครเสร็จ เค้าอาจจะมีการรีวิวก่อน ถ้าคุณสมบัติไม่ตรงตามที่เค้าต้องการ (เช่น อยากเป็น affiliate แต่ไม่มีเว็บไซต์ หรือเนื้อหาเว็บเราไม่สัมพันธ์กับสินค้าเค้า) เค้าก็อาจจะไม่อนุมัติครับ
  • ปกติที่ผมเจอ เวลากรอกแบบฟอร์มสมัคร จะมีช่องให้กรอกเว็บไซต์เราตลอดเลย เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากหาเงินออนไลน์ผ่านวิธีนี้ ผมแนะนำว่าให้สร้างเว็บ เขียนเนื้อหา ทำให้เว็บมันดูโอเคก่อน โอกาสที่จะผ่านถึงจะมีเยอะครับ
  • การจ่ายเงินให้เรา ปกติจะโอนเข้าบัญชี PayPal มีบางที่สามารถโอนเข้าบัญชีธนาคารได้ (แต่เป็นส่วนน้อย) เพราะฉะนั้น PayPal เป็นสิ่งที่ควรมีไว้ครับ
  • ถ้าคุณทำเว็บภาษาไทย โปรแกรม affiliate อาจจะมีให้เลือกจำกัดหน่อย แต่ถ้าเป็นเว็บภาษาอังกฤษ มีโปรแกรม affiliate ให้เลือกเพียบครับ

จริงๆ รายละเอียดเกี่ยวกับการทำ affiliate marketing มีเยอะมาก ซึ่งที่ผมไม่ได้พิมพ์ทั้งหมด ผมไม่ได้กั๊กนะครับ แต่แค่นี้บทความก็ยาวมากแล้ว (นี่ยังไม่ได้เขียนเกี่ยวกับวิธีหาเงินออนไลน์แบบอื่นๆ เลยนะ) ยังไงคุณลองเรียนรู้เพิ่มเติมเองนะครับ

1.4 ขายพื้นที่โฆษณา

เวลาคุณอ่านบทความตามเว็บต่างๆ เคยเห็นโฆษณาแบบด้านล่างไหมครับ?

การลงโฆษณาเป็นวิธีหาเงินผ่านเว็บที่นิยมมาก โดยเฉพาะเว็บที่มี traffic เยอะๆ จะเหมาะกับวิธีนี้เป็นพิเศษ (คือเว็บเล็กๆ ก็ลงโฆษณาได้ครับ แต่รายได้จะไม่เป็นกอบเป็นกำเท่าไรนัก)

วิธีการก็ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ คุณแค่เอาโฆษณามาลง แล้วทำไงก็ได้ ให้เว็บคุณมีผู้เยี่ยมชมเยอะที่สุด (ยิ่ง traffic เยอะรายได้คุณยิ่งมาก)

ซึ่งวิธีการเพิ่ม traffic ให้เว็บไซต์ คุณสามารถศึกษาเรื่อง SEO (search engine optimization) เองได้เลย มีบทความออนไลน์สอน SEO เยอะแยะครับ

ทีนี้คำถามคือ แล้วคุณจะไปหาโฆษณาจากที่ไหนมาลงเว็บคุณล่ะ?

มันมีสองวิธีหลักๆ ครับ

1.4.1 ติดต่อเจรจากับผู้ลงโฆษณาโดยตรง

วิธีแรกนี่เหมาะกับเว็บเซเลปหน่อย (คือเว็บมี traffic สูง มีบทความติดหน้าแรกใน Google เยอะ) และมีเนื้อหาที่มัน “ทำเงิน” ได้ อย่างเช่นเว็บเกี่ยวกับสุขภาพ, ความงาม, การศึกษา. การหาเงินออนไลน์, การพนัน, ประกันชีวิต, ประกันรถยนต์, การแต่งบ้าน

ถ้าคุณมีเว็บไซต์ลักษณะนี้ คุณสามารถทำหน้าเว็บสำหรับติดต่อลงโฆษณาผ่านเว็บคุณได้เลย (หรือคุณอาจจะติดต่อไปที่เจ้าของสินค้าเองก็ได้) ด้านล่างคือตัวอย่างจากเว็บ medthai.com ได้ครับ

โดยเงื่อนไขว่าจะลงโฆษณาตำแหน่งไหน ค่าตอบแทนยังไง คุณเจรจาต่อรองกับเจ้าของสินค้าได้ตามสะดวก (เช่น เงื่อนไขอาจจะเป็นว่า ถ้าติดแบนเนอร์โฆษณาในบทความเดียวคิด 1,500 บาทต่อเดือน ถ้าติดโฆษณาตรง sidebar (แสดงทุกหน้า) คิด 20,000 บาทต่อเดือน

ซึ่งราคาจะเรียกได้สูงแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับ traffic ของเว็บคุณครับ

แน่นอนว่าในขั้นตอนเจรจาอีกฝ่ายเค้าอาจจะขอดูว่า traffic เว็บคุณมีเท่าไหร่ต่อเดือน ซึ่งคุณสามารถหาข้อมูลนี้ได้โดยการติดตั้ง Google Analytics บนเว็บคุณล่วงหน้าครับ

ตัวอย่างข้อมูลที่แสดงใน Google Analytics

ซึ่งเจ้า Google Analytics เนี่ยมันจะเก็บสถิติหลายๆ ของเว็บคุณเอาไว้ เช่น เดือนที่แล้วมีคนเข้าเว็บมากแค่ไหน มาจากที่ไหนบ้าง เพจไหนมี traffic เยอะที่สุด (วิธีลง Google Analytics ไว้คุณมีเว็บของตัวเองเมื่อไหร่ค่อยหา ข้อมูลจาก Google ได้ครับ มีบทความสอนอยู่)

1.4.2 เข้าร่วมเครือข่ายโฆษณา (advertising network)

เครือข่ายโฆษณา ก็คือแพลตฟอร์มที่ทำการ “จับคู่” คนสองฝ่ายเข้าด้วยกัน

  1. ผู้ต้องการลงโฆษณา (advertisers) คือเจ้าของสินค้าหรือบริการ ที่อยากโฆษณาสินค้า
  2. ผู้เผยแพร่โฆษณา (publishers) คือเจ้าของเว็บไซต์ที่ต้องการหารายได้ โดยการเอาโฆษณามาติดที่เว็บ

วิธีการคร่าวๆ คือ คุณไปสมัครเครือข่ายพวกนี้ ซึ่งพอคุณได้รับการอนุมัติแล้ว เค้าจะมีโค้ดสำหรับแสดงโฆษณาให้ คุณก็ก๊อบโค้ดนี้ไปใส่บนเว็บคุณ (ผ่านปลั๊กอิน WordPress สำหรับแสดงโฆษณา) แล้วถ้าใครคลิกที่โฆษณานั้น (หรือถ้าโฆษณามีการแสดงผลเป็นจำนวนครั้งที่กำหนด) คุณก็จะได้เงิน

สรุปการสร้างรายได้ (จาก Yengo.com เครือข่ายโฆษณาแห่งหนึ่ง)

แต่ละเครือข่ายอาจจะมีวิธีคำนวณรายได้ต่างกัน บางที่คิดจากจำนวนครั้งที่คน “เห็น” โฆษณานั้น บางที่คิดจากจำนวนครั้งที่คน “คลิก” บนโฆษณานั้นๆ อันนี้คุณต้องไปศึกษารายละเอียดของแต่ละที่เอาเอง

ซึ่งเครือข่ายพวกนี้มีหลายเจ้าเลยครับ (บางเจ้าก็เลือกรับเฉพาะเว็บไซต์ที่ traffic เยอะๆ) แต่ที่เห็นกันบ่อยที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเครือข่ายโฆษณาของ Google

โดยเครือข่าย Google นี้จะมีสองโปรแกรม

  1. Google Adsense สำหรับเว็บทั่วไป (เว็บขนาดเล็กก็สมัครได้ถ้าเนื้อหาไม่ผิดกฏ)
  2. Doubleclick for Publishers สำหรับเว็บระดับเทพ (หลายล้านเพจวิวต่อเดือน)

ถ้าคุณอยากให้ทำเงินผ่านการลงโฆษณา ผมแนะนำให้สมัคร Google Adsense ถ้าเว็บคุณไม่มีเนื้อหา สื่อลามก โฆษณาบริการทางเพศ การพนัน หรือเนื้อหาล่อแหลมต่างๆ น่าจะได้รับการอนุมัติแน่นอน

อีกเครือข่ายที่น่าสนใจก็คือ yengo.com เว็บนี้ไม่ต้องมี traffic เยอะมากก็สมัครได้ครับ (จำนวนผู้เข้าชมที่ไม่ซ้ำขั้นต่ำ 300 คนต่อวัน) แต่ก็คล้ายกับ Google Adsense คือเว็บต้องไม่มีเนื้อหาล่อแหลม

ถ้าคุณเป็นคนชอบทำคอนเทนต์ การหารายได้จากการลงโฆษณาก็เป็นไอเดียที่ดีครับ เพราะมันเป็นโมเดลธุรกิจที่ไม่ซับซ้อนเลย (แต่ไม่ได้หมายความว่ามันง่ายนะครับ) คือคุณเน้นไปที่การทำคอนเทนต์อย่างเดียว เพื่อให้เว็บคุณมาคนเข้าชมมากที่ชุด คุณไม่ต้องสนใจเรื่องอื่นๆ เช่น การผลิตหรือขายสินค้า

1.5 ไอเดียอื่นๆ ของการหาเงินผ่านเว็บ

กรณีย่อยสี่แบบข้างต้นเป็นวิธีหาเงินจากเว็บที่พบบ่อย แต่จริงๆ เราสามารถใช้เว็บไซต์ทำอะไรได้อีกเยอะครับ

ยกตัวอย่างว่าคุณทำธุรกิจเครือข่าย (เช่นแอมเวย์) ปกติคนที่ทำธุรกิจนี้ต้องหาลูกข่ายจากคนรู้จักใช่ไหมครับ (ซึ่งสร้างความเอือมระอาให้เพื่อนๆ ญาติๆ) แทนที่จะทำแบบนั้น คุณสามารถสร้างเว็บไซต์เพื่อ “ดึงดูด” คนที่อยากหารายได้เสริม ให้เข้ามาหาคุณได้ครับ

ขั้นตอนอาจจะเป็นประมาณนี้

  1. สร้างเว็บไซต์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเป็นนายตัวเอง การหารายได้เสริม
  2. เขียนบทความประมาณนี้ (เพื่อดึงดูดคนที่น่าจะอยากทำธุรกิจกับคุณเข้ามาที่เว็บ)
    • 10 ช่องทางหารายได้เสริม ไม่ต้องลงทุนมาก
    • ธุรกิจเครือข่ายได้เงินจริงไหม
    • ธุรกิจเครือข่ายคืออะไร
    • ทำแอมเวย์ได้เงินจริงไหม
    • ทำแอมเวย์ได้เท่าไหร่ต่อเดือน
  3. สร้างหน้าเว็บขึ้นมาหนึ่งหน้า (ขอเรียกว่า “หน้าเว็บชวนคน” ละกัน) จุดประสงค์ของหน้านี้คือโน้มน้าวให้คนอยากมาทำธุรกิจกับคุณ คุณอาจใส่รายละเอียด เช่น แผนการสร้างรายได้ แล้วก็ระบุช่องทางการติดต่อไว้ด้วย
  4. ทำยังไงก็ได้ให้คนกดเข้ามาที่ “หน้าเว็บชวนคน” มากทึ่สุด (คุณอาจจะแปะลิงก์ไว้ที่ด้านล่างของบทความต่างๆ หรือใส่ลิงก์ไว้ที่เมนูด้านบน)

ขั้นตอนด้านบนคือเป็นไอเดียให้คิดเล่นๆ นะ ผมไม่รับประกันว่ามันจะได้ผลจริงๆ แต่ถ้าคุณเขียนเนื้อหาดี คนอ่านแล้วรู้สึกว่าคุณจริงใจ หรือคุณทำให้เค้ารู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสนี้ได้ ก็อาจจะมีคนบางส่วนติดต่อขอทำธุรกิจกับคุณก็ได้ครับ

ซึ่งถ้าแผนนี้สำเร็จ ก็จะมีคนติดต่อเข้ามาหาคุณเรื่อยๆ โดยที่คุณไม่ต้องดิ้นรนเข้าหาคนพวกนี้เองเลย (มีคนค้นหาคำว่า “หารายได้เสริม” “ทำธุรกิจเสริม” ใน Google อยู่ทุกวันอยู่แล้ว)

หรือสมมุติคุณขายประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ คุณก็ใช้วิธีนี้ได้เหมือนกัน แต่ละเดือนมีคนค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำประกันอยู่เรื่อยๆ

จำนวนครั้ง (ต่อเดือน) ที่มีการค้นหาคำที่เกี่ยวกับประกันชีวิต (ข้อมูลจาก Google Keyword Planner)

ถ้าคุณทำเว็บเกี่ยวกับประกันให้ติดหน้าหนึ่งกูเกิ้ลสำหรับคำค้นหา (keywords) พวกนี้ได้ คุณก็สามารถดึงดูดคนพวกนี้ให้เข้ามาหาคุณได้ครับ

ข้อดีของการหาเงินผ่านเว็บไซต์

ข้อดีที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ คุณสามารถทำเงินผ่านเว็บได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้า (ของตัวเองหรือเป็นตัวแทนขาย) ขายพื้นที่โฆษณา หรือแม้กระทั่งใช้หาลูกข่าย (คือถ้าคุณมีเว็บไซต์ที่มี traffic เยอะ คุณไม่อดตายแน่นอน)

มีข้อดีอื่นๆ อีก ผมสรุปสั้นๆ ละกัน

  • ใช้เงินลงทุนน้อย ค่าใช้จ่ายในการสร้างเว็บก็แค่ไม่กี่พันถึงหลักหมื่นต้นๆ (แล้วแต่ว่าทำเองหรือจ้างเค้าทำ) ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จก็ไม่เสียหายมาก (อย่างเลวร้ายสุดคุณก็แค่ไม่ได้เงิน แต่ได้ประสบการณ์ ได้ความรู้การทำเว็บ การเขียนคอนเทนต์)
  • มีความยืดหยุ่นสูง คุณทำไปพร้อมงานประจำได้ คุณสามารถเขียนเนื้อหาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าช่วงไหนคุณยุ่งหรือขี้เกียจ คุณหยุดพักก่อนก็ได้ (ว่างเมื่อไหร่ค่อยทำ)
  • ดูแลง่าย ไม่ต้องให้เวลากับมันเยอะ ไม่เหมือนธุรกิจแบบอื่น (ยิ่งพอเว็บคุณเริ่มมี traffic ก็ยิ่งง่าย)
    • อย่างตอนนี้เว็บผมติดอันดับแล้ว นานๆ ทีผมถึงจะเขียนบทความใหม่ หรืออัพเดทบทความเก่าๆ ซะทีนึง เพื่อให้ traffic มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (แต่ถ้าขยันกว่านี้ traffic ก็จะเพิ่มขึ้นเยอะมาก)
    • สมัยก่อนมีบางปีที่ผมแทบไม่ได้ทำอะไรกับเว็บเลย หรือทำน้อยมาก (ขี้เกียจ) แต่จำนวนคนที่เข้าเว็บก็แทบไม่ลดลงเลย ลดลงแบบน้อยมาก (ซึ่งพอ traffic เริ่มลดผมก็แค่กลับมาขยันเขียนเนื้อหาซะทีนึง)
  • เว็บไซต์นั้นเป็นทรัพย์สินของคุณ ไม่เหมือนเพจ Facebook หรือช่อง YouTube ที่สามารถโดนปิดได้

ความท้าทายของการหาเงินวิธีนี้

แน่นอนว่า วิธีหาเงินแต่ละทาง ไม่ว่าจะฟังดูดีอย่างไร ก็ย่อมมีอุปสรรคหรือข้อเสียบ้างทั้งนั้น (ซึ่งคุณควรรู้ไว้แต่เนิ่นๆ)

ความท้าทาย 1: การเขียนคอนเทนต์

ความท้าทายแรกคือ คุณต้องมีความสามารถในการเขียนเนื้อหาเพื่อให้ติดอันดับกูเกิ้ลได้ (ซึ่งก็คือการทำ SEO หรือ search engine optimization นั่นเอง ซึ่งคุณสามารถศึกษาเองได้ทางเน็ต)

ซึ่งหัวใจหนึ่งของการทำ SEO ให้ได้ผลลัพธ์เร็วๆ ก็คือเราต้องเขียนเนื้อหาคุณภาพดี ในปริมาณค่อนข้างมาก (ตอนผมทำผมเขียนน้อย ทำให้ใช้เวลานานมากกว่าเว็บจะติดอันดับ คือเกินหนึ่งปีทีเดียว)

เท่านั้นยังไม่พอ คุณต้องสามารถเขียนเนื้อหาในลักษณะที่ทำให้คนเชื่อใจคุณ ทำให้เค้าอยากซื้อสินค้าจากคุณ (หลายคนเวลาเชื่อใจใครแล้ว เค้าก็จะอยากซื้อกับคนๆ นั้น แม้ว่าคนอื่นจะขายถูกกว่าก็ตาม)

ทีนี้ถ้าคุณไม่มีความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาที่คุณจะต้องเขียนเลย มันจะยากครับ เพราะคุณต้องค้นคว้าข้อมูลก่อนที่จะเริ่มเขียน (แต่ถ้าเนื้อหาเป็นเรื่องที่คุณเชี่ยวชาญอยู่แล้ว อันนี้จะง่ายขึ้นเยอะครับ)

ผมเคยพยายามทำเว็บสอนการเลือกซื้อประกันสุขภาพ/ประกันชีวิต เพราะคิดว่าหัวข้อนี้น่าจะทำเงินได้ดี ปรากฏว่าไม่รอดครับ คือผมไม่รู้ความรู้เรื่องพวกนี้ เลยไม่รู้จะเขียนอะไร เขียนได้ไม่เท่าไหร่ก็ยอมแพ้

ตอนนี้ผมเลยเขียนเฉพาะสิ่งที่ตัวเองรู้จริงเท่านั้น ถ้าไม่รู้ก็จะไม่ดันทุรังเขียนเด็ดขาด

อย่างบทความหาเงินออนไลน์อันนี้ ถ้าเป็นหลายปีก่อน ผมเขียนไม่ได้แน่ เพราะตัวเองไม่มีความรู้ แต่ตอนนี้คือสบายครับ เพราะมีประสบการณ์จริงแล้ว ทุกอย่างมันอยู่ในหัวหมดแล้ว

ความท้าทาย 2: ต้องรอนานกว่าเว็บไซต์จะติดหน้าแรกกูเกิ้ล

ต่อให้คุณสามารถเขียนคอนเทนต์ได้ดี คุณก็จะมาเจอกันความท้าทายอีกอย่าง

คือคุณต้องรอนานกว่าเพจต่างๆ ของเว็บไซต์ใหม่จะติดหน้าแรกในกูเกิ้ลครับ โดยเฉพาะถ้าคุณไม่ค่อยมีเวลาเขียนเนื้อหา (ถ้าคุณคอยเพิ่มหรืออัพเดตเนื้อหาบ่อยๆ มันก็ช่วยได้ แต่ก็ใช้เวลานานอยู่ดี)

อย่างจากประสบการณ์ผมเอง ผมจำได้ว่าพอสร้างเว็บนี้เสร็จ ผมเขียนทิ้งไว้สี่บทความ (แต่ส่วนใหญ่เป็นบทความที่ยาวมาก เป็นพันๆ คำ) แล้วก็หยุดเพื่อไปทำธุรกิจอื่น สามสี่เดือนต่อมา ผมมาดู Google Analytics ปรากฏว่ามีคนเข้าเว็บวันละแค่ไม่ถึงห้าคนเองมั๊ง (คือทุเรศมาก)

พอเห็นตัวเลขผมเลยตัดใจ ปล่อยเว็บทิ้งเลยปีกว่าๆ (ไม่แตะเลย)

ผมเกือบจะปิดเว็บทิ้งแล้ว แต่ปรากฏว่าวันนึงผมได้อีเมลแจ้งเดือนว่า ผมได้รับค่าคอมมิชชั่นจากสินค้าที่ผมโปรโมตไว้ในเว็บนี้ ตอนนั้นแหละผมถึงรู้ว่าเว็บมันเริ่มได้ traffic จากกูเกิ้ลแล้ว

เรื่องนี้สอนให้ผมรู้ว่า การทำเว็บให้ติดอันดับต้องใช้ความอดทนสูงครับ

ซึ่งการที่มันใช้เวลามาก เราจะมองเป็นข้อดีก็ได้นะ เพราะถ้าเราทำสำเร็จ มันก็เหมือนมีกำแพงป้องกันไม่ให้ใครมาแข่งกับเราได้ง่ายๆ (คนส่วนใหญ่มองอะไรระยะสั้น ทนทำอะไรที่ต้องรอนานๆ ไม่ได้)


จุดประสงค์ที่ผมบอกอุปสรรคพวกนี้ให้คุณรู้ไว้ ก็เพื่อจะให้คุณเตรียมใจไว้ล่วงหน้า ว่าการทำเว็บเพื่อสร้างรายได้มันไม่ง่าย ถ้าคุณรู้ความท้าทายพวกนี้เอาไว้ เวลาลงมือทำคุณจะได้พยายามมากขึ้น

แต่คุณไม่ควรปล่อยให้อุปสรรคพวกนี้หยุดไม่ให้คุณลงมือทำอะไร เพราะสำหรับมือใหม่ คุณควรลงมือทำเยอะๆ โดยไม่กลัวความล้มเหลว เพราะการลงมือทำจะทำให้คุณรู้จริงและมีประสบการณ์

ยังไงมือใหม่โอกาสล้มเหลวมันสูงอยู่แล้วครับ (ผมแรกๆ ก็เหมือนกัน) แต่บางทีถ้าเราไม่ยอมล้มเหลวก่อน เราอาจจะไม่มีวันสำเร็จครับ

วิธี 2: หาเงินผ่าน Facebook

หลักการของวิธีนี้จะคล้ายๆ กับการหาเงินผ่านเว็บไซต์เลยครับ

  1. สร้างเพจเฟซบุ๊คขึ้นมา
  2. โพสต์เนื้อหาดีๆ น่าสนใจ อะไรก็ได้ที่คนชอบ
  3. ทำการโปรโมตโพสต์ด้วยวิธีต่างๆ เช่น แชร์ในเฟซบุ๊คตัวเอง แชร์ตามกลุ่มต่างๆ (ทำไงก็ได้ให้มีผู้ติดตามมากที่สุด)
  4. พอเริ่มมีผู้ติดตาม เราก็ทำเงินจากเพจเราได้หลายแบบ เช่น รับลงโฆษณา ขายสินค้า ฯลฯ

ซึ่งบางกรณีคุณอาจไม่ต้องทำเพจเลยก็ได้ อย่างพวกเน็ตไอดอล หรือพริตตี้ต่างๆ ที่มีคนติดตามมากๆ ก็ทำสามารถทำเงินจาก Facebook ส่วนตัวได้เลย

มาดูตัวอย่างกันดีกว่าครับ โดยผมจะพยายามยกตัวอย่างที่ต่างกันไป คุณจะได้เห็นได้ไอเดียหลายๆ แบบ

2.1 ทำเพจแบบ mass

เพจแบบนี้จะเน้นโพสต์เนื้อหาที่คนส่วนใหญ่สนใจ (ไม่เฉพาะกลุ่ม) อย่างเช่น Drama Addict, อีเจี๊ยบเลียบด่วน, ลงทุนแมน (ลงทุนแมน เนื้อหาก็ไม่ได้เกี่ยวกับการลงทุนอย่างเดียว แต่มีทั้งเศรษฐกิจ, สังคม, ต่างประเทศ, เรื่องที่กำลังเป็นกระแสสังคม)

ถ้าคุณมีเพจแบบนี้ คุณหาเงินได้โดยการลงโฆษณา

sponsored post ในเพจ อีเจี๊ยบ เลียบด่วน

หรืออาจจะขายสินค้าของตัวเองก็ได้

ซึ่งถ้าคุณอยากรู้ว่าเพจพวกนี้ ทำยังไงให้คนติดตามมากขนาดนี้ คุณก็แค่ติดตามเพจพวกนี้ คุณก็พอจะได้ไอเดียแล้วครับ ว่าคอนเทนต์แบบไหนที่คนสนใจมาก

2.2 ทำเพจแบบเฉพาะกลุ่ม (niche)

เพจเฉพาะกลุ่ม ก็คือเพจสำหรับกลุ่มคนที่มีความสนใจคล้ายๆ กัน เช่น เพจสำหรับคุณแม่มือใหม่ เพจสอนการทำธุรกิจออนไลน์ เพจคนรักสุขภาพ เพจคนรักการแต่งบ้าน เพจคนชอบท่องเที่ยว

ซึ่งจริงๆ เพจแนวนี้เยอะมากเลย คุณลองเข้า Facebook แล้วสังเกตุเพจที่เพื่อนๆ ชอบแชร์ดูก็ได้ ว่าเค้าทำเงินยังไง

อย่าเพจในรูปด้านล่าง เป็นเพจให้ความรู้เรื่องการทำบัญชีและภาษี เค้าทำเงินโดยการขายคอร์สภาษี

ถ้าคุณมีความสนใจอะไรเป็นพิเศษ อาจลองสร้างเพจแบบนี้ก็ครับ วันนึงมันอาจกลายเป็นช่องทางหารายได้เสริมให้คุณก็ได้

2.3 ทำเพจผสมกับการทำเว็บไซต์

อันนี้เป็นโมเดลธุรกิจที่ดีมาก

หลักการคือ ให้คุณสร้างทั้งเว็บไซต์และเพจ Facebook แล้วเวลาเขียนเนื้อหาอะไรขึ้นมา คุณก็เอาเนื้อหาลงทั้งสองที่เลย

ผมชอบวิธีการนี้มาก เพราะมันเป็นการเอาคอนเทนต์มาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ลองคิดดูนะครับ ถ้าคุณเขียนโพสต์ลง Facebook อย่างเดียว เวลาที่คุณแชร์โพสต์เนี่ย ช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรกอาจจะมีคนเห็นโพสต์คุณเยอะ แต่พอเวลาผ่านหลายชั่วโมงก็แทบไม่มีใครเห็นโพสต์คุณแล้วครับ ถูกโพสต์อื่นๆ ดันลงหมด

แต่ถ้าคุณเอาเนื้อหามาใส่เว็บคุณด้วย ในระยะยาวมันก็มีโอกาสดึง traffic จากกูเกิ้ลได้ (ซึ่งคุณสามารถทำเงินจาก traffic นี้ได้โดยการเอาโฆษณามาลง) ก็คือคุณอาจสามารถทำเงินได้จากสองช่องทางเลย เจ๋งไหมละครับ

วิธีนี้อาจไม่ได้ผลดีกับทุกคอนเทนต์ทุกประเภท ถ้าคอนเทนต์คุณมันเป็นสิ่งที่คนชอบค้นหาในกูเกิ้ล จะดีมากครับ

แต่เอาจริงๆ ถึงคอนเทนต์คุณมันไม่ดึงดูด traffic จากกูเกิ้ลเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไรครับ ยังไงคุณก็เสียเวลาเขียนโพสต์นั้นสำหรับ Facebook ไปแล้ว แค่ก๊อบเอาไปวางในเว็บมันไม่ได้เสียเวลาอะไรมาก (รายจ่ายค่าเว็บโฮสติ้งก็ไม่ได้มากมายอะไร)

ข้อดีของการหาเงินผ่าน Facebook

ขอสรุปสั้นๆ เหมือนเดิม

  • ไม่ต้องลงทุนเลยแม้แต่บาทเดียว (อย่างทำเว็บยังมีค่าเว็บโฮสกับโดเมนนิดหน่อย)
  • คนไทยเล่นเฟซบุ๊คกันทั้งประเทศ โอกาสเข้าถึงคนจำนวนมากได้ ถ้าโพสต์คุณน่าสนใจมากๆ คนก็จะแชร์ไปที่เฟซบุ๊คตัวเอง และเพื่อนของคนพวกนั้นก็อาจแชร์โพสต์คุณต่อเป็นทอดๆ
  • ไม่จำเป็นต้องแชร์คอนเทนต์ตัวเอง 100% สามารถเอาคอนเท้นต์คนอื่นมาแชร์ได้ (แบบนี้คุณก็เหนื่อยน้อยลง) ซึ่งคอนเท้นต์ที่ว่าอาจจะเป็นโพสต์ Facebook, คลิป YouTube, หรือบทความจากเว็บไซต์ก็ได้ คุณอาจจะใส่ความคิดเห็นตัวเองลงไปหน่อยเพื่อเพิ่มคุณค่า (เทคนิคนี้เจ้าของเพจ Drama Addict ชอบใช้บ่อย)

ความท้าทาย/ความเสี่ยง ของการหาเงินผ่าน Facebook

แน่นอนครับว่าการหาเงินผ่านเฟซบุ๊ค มันก็มีความท้าทายอยู่พอสมควร ลองพิจารณาดูครับ

ความท้าทาย 1: การทำคอนเท้นต์

การทำเพจมีความยากคล้ายๆ การทำเว็บไซต์ครับ คือช่วงแรกจะลำบากที่สุด เพราะคุณยังไม่มีคนติดตาม คุณต้องโพสต์คอนเท้นต์ดีๆ แล้วก็ต้องคอยโปรโมตคอนเทนต์คุณด้วย

คืองานคุณจะเยอะกว่าเพจที่มีผู้ติดตามเยอะแล้ว เพราะเค้าสามารถอาศัยการแชร์จากผู้ติดตามเพจได้

ส่วนตัวผมคิดว่าการทำเฟซบุ๊ค มันเหนื่อยกว่าทำเว็บ ถ้าทำเว็บ พอเว็บเริ่มติดหน้าแรก มันจะมี traffic เข้ามาเรื่อยๆ และคุณสามารถทำเงินจาก traffic ตรงนี้ได้เรื่อยๆ โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าคุณอยากให้คนเห็นคอนเทนต์เพจเฟซบุ๊คคุณ คุณต้องคอยหาอะไรมาโพสต์ตลอด

อย่างเว็บไซต์ผมเนี่ยบางทีผมไม่ได้เพิ่มเนื้อหาอะไรเป็นเวลาหลายเดือน มันก็ยังทำเงินได้ตลอด (เพราะมี traffic เข้ามาทุกวัน แบบฟรีๆ) แต่ถ้าเป็นเพจ Facebook ลองคุณหยุดโพสต์ซักเดือน ผมว่าไม่น่ามีใครมาขอโฆษณาหรือซื้อของจากคุณแล้วครับ (ถ้าเป็นกรณีนี้ ทางเดียวที่จะให้คนเห็นโพสต์คือต้องยอมเสียเงิน boost โพสต์เก่าๆ ของคุณ)

ความท้าทาย 2: บริษัท Facebook มีสิทธิ์เด็ดขาดในเพจคุณ

ความเสี่ยงที่น่ากลัวคือเพจ Facebook มันไม่ใช่ทรัพย์สินของคุณอย่างแท้จริงครับ

บริษัท Facebook เค้าสามารถปิดหรือลดช่องทางการทำเงินผ่านเพจคุณได้หลายวิธี

อย่างเช่น เพจคุณอาจโดนปิดกั้นการมองเห็น ทำให้คนเห็นโพสต์คุณน้อยลง ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ

  • Facebook ต้องการบีบให้คุณจ่ายเงินเพื่อ boost โพสต์คุณ
  • คุณโปรโมตโพสต์คุณซี้ซั๊ว เช่น ไปแชร์ตามกลุ่มต่างๆ ที่ทั้งที่เนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน (คนเห็นแล้วรำคาญเลยโดนกด report)
  • คุณโพสต์เนื้อหาน่าเบื่อ คนไม่กดไลค์ ไม่คอมเม้นต์

นอกจากนี้ Facebook สามารถปิดเพจคุณแบบดื้อๆ จากการที่มีใคร report หรือทำผิดกฏแค่ครั้งเดียว

ตัวอย่างก็คือตอนที่ Facebook ออกกฏว่าห้ามเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าเด็ดขาด กฏนี้ทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่ชอบโพสต์ข้อมูลลูกค้าบนเพจตัวเอง (พวกเลขติดตามพัสดุ, ชื่อ, เบอร์โทร) โดนปิดเพจกันระนาวเลยครับ

ถ้าเพจคุณโดนปิดก็จบ ต่อให้เพจคนติดตามเป็นล้านๆ Facebook ก็ไม่สนครับครับ รายได้ที่เค้าได้จากเพจคุณมันเหมือนเม็ดทรายสำหรับเค้า อีกอย่างบริษัทนี้เคยโดนปรับ 1.55 แสนล้านบาท ข้อหาทำข้อมูลผู้ใช้รั่วไหล การปิดเพจที่ทำผิดกฏมันเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับบริษัทครับ

นี่เป็นเหตุผลที่ผมชอบทำธุรกิจผ่านเว็บไซต์มากกว่า สมมุติว่าเว็บโฮสติ้งที่ผมใช้แบน account ของผม ผมก็แค่ย้ายไฟล์เว็บไซต์ไปโฮสติ้งอื่น (เราแค่ต้องคอย backup ไฟล์เว็บไซต์หน่อย) ผมไม่ต้องมาง้อเว็บโฮสติ้งเลย แต่ถ้าเป็นเพจเฟซบุ๊ค ถ้าโดนปิดและกู้กลับไม่ได้ คุณต้องเริ่มใหม่จากศูนย์ครับ

ถ้าคุณจริงจังกับการหาเงินผ่าน Facebook คุณต้องศึกษาและติดตามกฏและนโยบายต่างๆ ของ Facebook ให้ดีครับ

วิธี 3: สร้างรายได้จาก YouTube

หลักการวิธีนี้คล้ายๆ กับการเงินจากเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ค ก็คือช่วงแรกคุณต้องทำ YouTube ให้มีคนติดตาม มียอดวิวเยอะๆ

หลังจากนั้นคุณมีช่องทางทำเงินหลักๆ 3 ทางด้วยกัน

  1. เงินค่าโฆษณาที่ปรากฏในวิดีโอของคุณ (ต้องได้รับการอนุมัติจาก YouTube ก่อน)
  2. จากสปอนเซอร์ (มีคนจ้างให้คุณโปรโมตสินค้าในวิดีโอของคุณ)
  3. ช่องทางอื่นๆ เช่น ใช้ยูทูปเป็นช่องทางขายสินค้า

ที่สุดยอดคือ ยูทูปเนี่ยถ้าช่องคุณมียอดวิวเยอะๆ รายได้จากค่าโฆษณา มันคือ passive income แบบ 100% เลย เพราะแต่ละเดือนเงินจะเข้าบัญชีธนาคารคุณโดยอัตโนมัติ

โดยการหาเงินวิธีนี้ ผมได้เขียนบทความแยกเอาไว้แล้ว ถ้าสนใจสามารถอ่านบทความสร้างรายได้จากยูทูปได้เลยครับ (ลิงก์จะเปิดในหน้าต่างใหม่)

วิธี 4: เป็นฟรีแลนซ์ออนไลน์

ถ้าคุณมีทักษะบางอย่าง เช่น ออกแบบโลโก้, สร้างเว็บไซต์, เขียนบทความ, รีวิวสินค้า, วาดภาพ, ตัดต่อวิดีโอ, หรือเขียนโปรแกรม คุณสามารถหาเงินจากความสามารถของคุณได้ครับ

โดยคุณสามารถสมัครเป็นฟรีแลนซ์กับเว็บอย่าง Fastwork.co (เว็บรวมฟรีแลนซ์อันดับหนึ่งของไทย)

หรือถ้าคุณพอเขียนภาษาอังกฤษได้บ้าง คุณอาจสมัครเว็บต่างประเทศอย่าง Fiverr.com ด้วย แบบนี้คุณก็จะเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้

ไม่ต้องกังวลครับว่าถ้าภาษาอังกฤษคุณไม่เป๊ะ แล้วจะไม่มีใครอยากจ้าง ผมเองมีฟรีแลนซ์ประจำคนนึงที่จ้างผ่านเว็บ Fiverr เค้าเป็นคนอินโดนีเซีย และการสื่อสารภาษาอังกฤษเค้าก็พื้นฐานมาก แต่ผมไม่สนใจเลยเพราะการวาดภาพเค้าดี ราคาไม่แพง

จริงๆ แล้วมีคนที่ไม่ได้ใช้อังกฤษเป็นภาษาหลักเป็นฟรีแลนซ์อยู่ใน Fiverr เยอะมากครับ พวกนี้ได้งานเยอะด้วย เพราะเค้าได้เปรียบตรงที่อยู่ในประเทศที่ค่าครองชีพถูก ทำให้คิดราคาได้ถูกกว่าพวกคนอเมริกันหรืออังกฤษ

ผมไม่เคยจ้างใครจากเว็บฟรีแลนซ์ไทยเลย ใช้แต่ Fiverr ตลอด เพราะตัวเลือกเยอะกว่า หาฟรีแลนซ์ดีๆ ที่ราคาไม่แพงง่ายกว่า

จะทำให้คนมาจ้างเราได้ยังไง

หลังจากที่คุณโพสต์รายละเอียดงานคุณลงในเว็บฟรีแลนซ์แล้ว ความท้าทายจะเริ่มขึ้นครับ

เพราะคุณจะเสียเปรียบตรงที่ไม่มีรีวิวหรือเรตติ้งเลยครับ ทำให้คนไม่กล้าจ้าง

เพราะฉะนั้น เป้าหมายแรกของคุณคือต้องทำให้โพสต์งานคุณมีเรตติ้ง หรือมีประวัติ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือครับ

ซึ่งหมายความว่าช่วงแรกคุณไม่ควรไปเน้นไปที่เรื่องเงินมาก แต่เน้นไปที่การเก็บรีวิวดีๆ จากลูกค้า

คำถามคือ แล้วจะทำยังไงให้มีคนมาจ้างฟรีแลนซ์หน้าใหม่ล่ะ?

วิธีสุดคลาสสิกก็คือ คุณวานให้เพื่อนๆ ญาติพี่น้องสั่งงาน (หลอกๆ) จากโพสต์งานของคุณ เท่านี้คุณก็ได้รีวิวแรกมาแล้วครับ

อีกวิธีคือ ช่วงแรกให้คิดราคาถูกกว่าฟรีแลนซ์คนอื่น เพื่อดึงลูกค้าที่งบประมาณจำกัดให้มาจ้างเรา แน่นอนว่าถ้าคิดเรื่องเงินที่ได้กับเวลาที่เสียไป มันอาจดูไม่คุ้มเท่าไหร่ แต่อย่าลืมครับว่าตอนนี้คุณโฟกัสไปที่การทำให้ตัวคุณมีประวัติรับงาน เพราะฉะนั้นช่วงนี้อาจต้องยอมเสียเปรียบลูกค้าหน่อยครับ

วิธีต่อมาคือ ให้เขียนบรรยายงานที่คุณรับให้ละเอียดที่สุด อย่าไปพิมพ์รายละเอียดห้วนๆ และคุณควรเขียนไว้ด้วยว่าถ้ามีคำถามอะไรอินบ็อคได้เลย

วิธีสุดท้ายคือ ปกติเนี่ยฟรีแลนซ์มือเก๋าที่ลูกค้าประจำเยอะๆ เค้าจะมีขอบเขตรับงานที่ชัดเจน และค่อนข้างเฉพาะเจาะจง (เพราะการรับงานลักษณะคล้ายๆ กัน มันทำให้ทำเสร็จได้เร็ว) แต่ช่วงนี้คุณอาจจะต้องยอม “ไม่เลือกงาน” ซะหน่อย คือถ้าอันนี้คุณคิดว่าคุณมีฝีมือทำให้ก็ทำไปก่อน แม้จะใช้เวลาเยอะเมื่อเทียบกันเงินที่ได้ก็ตาม

หลังจากคุณส่งงานแล้ว ดูเหมือนลูกค้าพอใจงานคุณ ก็อย่าลืมขอร้องให้ลูกค้าเขียนรีวิวหรือทิ้งเรตติ้งให้คุณนะครับ (“กำลังหารายได้เสริม แต่ไม่มีลูกค้า ช่วยเขียนรีวิวสั้นๆ ให้หน่อย”)

พอคุณทำไปซักพักนึง คุณก็จะเริ่มมีประวิติรับงาน มีรีวิวหรือเรตติ้ง และคุณอาจจะเริ่มมีลูกค้าประจำก็ได้ ทำให้เริ่มมีคนจ้างคุณมากขึ้น ถึงจุดนี้คุณอาจปรับราคาให้เหมาะสม และกำหนดขอบเขตงานที่รับให้แคบลงได้ครับ

สื่อสารกับลูกค้าให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

นอกเหนือจากฝีมือ (ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะตัว) อีกวิธีที่ทำให้ลูกค้าอยากเขียนรีวิวให้คุณในเชิงบวก ก็คือ การสื่อสาร

ผมแนะนำว่าเวลาคุยงานกับลูกค้า ให้พยายามสื่อสารให้เค้ารู้สึกว่าคุณใส่ใจในตัวงาน (อย่าพิมพ์ห้วนๆ) เพราะต่อให้สุดท้ายลูกค้าไม่ได้ถูกใจเนื้องานมาก แต่ถ้าคุณสื่อสารแบบเอาใจใส่ มันมีผลทางด้านจิตวิทยา ทำให้ลูกค้าเค้าเกิดความเกรงใจ ไม่กล้าเขียนรีวิวแย่ๆ ให้คุณครับ (อยากร้ายก็อาจจะแค่ไม่เขียนรีวิวให้)

และถ้าคุณต้องส่งงานช้าเพราะมีเหตุฉุกเฉิน หรือทำไม่ทัน อย่าเงียบ หรือปล่อยให้ลูกค้าเป็นฝ่ายตามงานครับ ให้พิมพ์บอกล่วงหน้าไปเลย (พิมพ์อธิบายยาวๆ ว่าทำไมทำไม่ทัน และขอโทษหลายๆ ครั้ง) แบบนี้ลูกค้าจะโกรธไม่ลงครับ

ข้อดี/ข้อเสียของการทำฟรีแลนซ์

อันนี้คุณน่าจะเห็นได้ชัดอยู่แล้ว เลยขอสั้นๆ ละกันครับ

ข้อดีคือ คุณมีความยืดหยุ่นในเวลาทำงาน ถ้าคุณชอบทำงานกลางคืน คุณก็เลือกทำกลางคืนได้ (ไม่เหมือนการทำงานประจำ) หรือถ้าช่วงไหนคุณคิดจะหยุดพัก คุณก็สามารถปิดโพสต์รับงานคุณชั่วคราวได้

ข้อเสียคือ วิธีนี้เน้นไปที่การ “ใช้เวลาแลกเงิน” พอคุณรับงานมา คุณต้องเสียเวลาทำให้เสร็จถึงจะได้เงิน พอรับเงินเสร็จก็คือจบ ถ้าคุณอยากได้เงินเพิ่ม คุณก็ต้องรับงานใหม่เรื่อยๆ

ตรงนี้มันจะต่างกับวิธีหาเงินออนไลน์ที่อาศัยเครื่องมือทุนแรงช่วย อย่างการทำเว็บขายของ ทำช่องยูทูป หรือขายรูปออนไลน์ครับ ตรงที่พอคุณลงแรง “สร้าง” อะไรซักอย่างที่คุณเป็นเจ้าของขึ้นมา (ไม่ว่าจะเป็น บทความ, วิดีโอยูทูป, รูปภาพสวยๆ) คุณสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินเหล่านั้นได้ในระยะยาว

  • บทความที่คุณเขียน สามารถดึงดูดคนจากกูเกิ้ลเข้าเว็บคุณได้ทุกเดือน
  • วิดีโอที่คุณอัพลงยูทูป สามารถสร้างรายได้ให้กับคุณได้ทุกเดือน
  • รูปภาพที่คุณถ่าย สามารถขายได้เรื่อยๆ ผ่านเว็บ stock photo

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่เคยหาเงินด้วยการเป็นฟรีแลนซ์เลย ทุกๆ เดือนมีคนติดต่อจ้างให้ผมสร้างเว็บไซต์ให้อยู่เรื่อย แต่ผมปฏิเสธตลอดครับ (ผมเอาเวลาไปเขียนคอนเทนต์ ไปทำคอร์สออนไลน์ จะมีประโยชน์ในระยะยาวกว่า)

วิธี 5: ขายของแบบดรอปชิป (dropship)

การทำดรอปชิบ มันก็คือระบบตัวแทนขายรูปแบบหนึ่งครับ คือคุณมีหน้าที่โปรโมตสินค้า รวมทั้งสื่อสารลูกค้า แต่หน้าที่การจัดส่งสินค้าจะเป็นของโรงงาน (เจ้าของสินค้า)

ข้อดีของโมเดลธุรกิจแบบนี้คือ คุณไม่ต้องสต็อกสินค้า (เมื่อไม่ต้องลงทุนตรงนี้ ความเสี่ยงเลยต่ำ) และคุณไม่ต้องเสียเวลาแพ็คสินค้าและจัดส่ง คุณสามารถโฟกัสไปที่การขายสินค้าอย่างเดียวได้

ซึ่งการที่จะทำธุรกิจแบบนี้ให้ยั่งยืน คุณต้องหาสินค้ามาทดลองขายเรื่อยๆ ครับ โดยมีกระบวนการเป็นแบบนี้ครับ

  1. ลองหาสินค้าตัวนึงมาทดลองขาย (จากโรงงานในไทย หรือจากจีน) ตัวอย่างเว็บไทยที่รวบรวมสินค้าพวกนี้ไว้ก็ salesmatchup.com
  2. ลงขายสินค้าผ่านช่องทางต่างๆ เช่น Shopee, Lazada, เฟซบุ๊ค (สร้างเพจขึ้นมา), หรือเว็บไซต์
  3. ถ้าเป็นกรณีขายผ่านเฟซบุ๊ค เราต้องเสียเงินโฆษณาสินค้า ให้ทดลองรันโฆษณาซักระยะหนึ่ง (หรือจนหมดงบประมาณที่กำหนดไว้ เช่น หนึ่งหมื่นบาท)
  4. ดูว่าได้กำไรไหม ถ้าได้ คุณเจอสินค้าทำเงินแล้วครับ ก็ให้ขายสินค้านั้นต่อไป (พร้อมกับเริ่มหาสินค้าตัวอื่นมาขาย)

ทีนี้รายละเอียดปลีกย่อย เช่น จะหาสินค้ายังไง จะโปรโมตสินค้ายังไง ผมพอจะมีไอเดีย แต่ว่าไม่กล้าแชร์ให้คุณครับ เพราะผมไม่เคยทำดรอปชิบเองเลย (เหตุผลจะแชร์ในหัวข้อถัดไป) เพราะฉะนั้น ถ้าคุณสนใจวิธีหาเงินออนไลน์แบบนี้ ผมแนะนำให้เข้ากลุ่มเฟซบุ้ค เวิ่นเว้อ channel – สถานีคนทำออนไลน์มั่วๆแต่ได้ตังค์

ผมไม่ได้รู้จักเจ้าของหรือคนในกลุ่มนี้ แต่ผมเคยเข้าไปสิงเพื่อสูบความรู้ พบว่าเจ้าของกลุ่ม เค้าเป็นคนมีประสบการณ์จริง ไม่กั๊ก ไม่หวงวิชา (บางวิดีโอที่เค้าแชร์เค้ายังใจกว้าง บอกตัวอย่างสินค้าที่เค้าขายจริงด้วย ใจดีจริงๆ)

ข้อเสีย/ความท้าทาย ของการทำดรอปชิบ

ประเด็นนี้ต่อไปนี้คือความเห็นส่วนตัวนะครับ ที่จะอธิบายว่าทำไมผมไม่คิดสร้างรายได้โดยทำดรอปชิบ

ความท้าทายแรกคือ การนำสินค้าจากคนอื่นมาขาย มันเป็นธุรกิจที่คนอื่นเลียนแบบง่าย สามารถสร้างความแตกต่างกับคนอื่นได้ยากครับ ต่อให้คุณเจอสินค้าทำเงิน คนอื่นก็สามารถเอาสินค้าเดียวกันมาขายได้เหมือนกัน ซึ่งตรงนี้มันทำให้เกิดการตัดราคากันขึ้น ทำให้สินค้าที่เคยทำเงินได้ อาจกลายเป็นขาดทุน (คุณจึงต้องคอยหาสินค้าใหม่ๆ มาขายเรื่อยๆ)

ซึ่งคนเก่งๆ เค้ามีวิธีหลีกเลี่ยงการแข่งด้านราคากับคนอื่นครับ เช่น เค้าอาจจะเน้นขายสินค้าให้คนระดับบนหน่อย (คือคนมีเงิน) เพราะคนกลุ่มนี้ไม่สนใจเรื่องราคามาก หรือเน้นขายสินค้าให้กลุ่มคนที่เฉพาะเจาะจงมาก (เช่น สินค้าสำหรับคนเลี้ยงงู) เพราะการขายของให้คนกลุ่มเล็กๆ (niche) รายใหญ่ไม่ค่อยเข้ามาแข่งด้วย (เพราะกำไรไม่เยอะ) การตัดราคาจึงมีน้อย ทำให้ขายได้กำไรสูง

ซึ่งการตัดราคานี้ถ้าเป็นสินค้าพวกคอร์สออนไลน์ จะไม่ค่อยเจอปัญหานี้นะครับ เพราะต่อให้มีคนขายคอร์สแบบเดียวกันเยอะๆ คนก็เลือกซื้อคอร์สจากคนสอนที่มีสไตล์ที่เค้าชอบอยู่ดี (คือเราสร้างความแตกต่างได้)

ความท้าทายอีกข้อคือ ถ้าคุณอยากได้ผลลัพธ์เร็วๆ คุณอาจต้องเสียเงินโฆษณา ซึ่งคุณมักจะต้องทดสอบสินค้าหลายๆ ตัว ก่อนที่จะเจอสินค้าทำเงินซักตัวนึงครับ หมายความว่าถ้าคุณไม่มีเงินลงทุนมาก คุณอาจจะใช้วิธีนี้ไม่ได้

ความท้าทายอีกอย่างคือ เนื่องจากคุณไม่ได้เป็นฝ่ายจัดส่งสินค้าเอง มันอาจเกิดปัญหาที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น โรงงานส่งของให้ลูกค้าล่าช้า หรือส่งสินค้าไม่ได้คุณภาพ ซึ่งคุณก็ต้องเป็นฝ่ายรับหน้ากับลูกค้าเอง (การทำดรอปชิบกับโรงงานสินค้าที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ)

อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจดรอปชิบ ก็สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำได้เหมือนกัน มีหลายคนได้จับเงินเป็นล้านๆ เพราะเจอสินค้าทำเงินเพียงตัวเดียวหรือไม่กี่ตัว เพราะฉะนั้นถ้าคุณชอบการหาเงินวิธีนี้ ลองเข้ากลุ่มที่ผมแนะนำได้ครับ

การหาเงินออนไลน์แบบอื่นๆ

นอกจากวิธีหลัง 5 แบบที่แชร์ไปแล้ว ยังมีวิธีหาเงินผ่านเน็ตอื่นๆ อีกมากมายครับ เช่น

  • เขียนอีบุ๊คขาย
  • ทำ app มือถือ (รายได้จากโฆษณาใน app)
  • ขายรูปหรือคลิปวิดีโอผ่านเว็บ Shutterstock
  • เป็นวีเจกับแพลตฟอร์มอย่าง Bigo (อันนี้คนทำน่าจะต้องหน้าตาดีหน่อย) โดยรายได้มาจากการที่คนดูซื้อไอเทมอะไรซักอย่างส่งให้เรา ซึ่งเราสามารถเอาไปแลกเงินจริงทีหลังได้

ซึ่งคุณสามารถศึกษาวิธีเหล่านี้ (โดยเฉพาะเรื่องรายได้) โดยการเข้าไปสิงตามกลุ่มเฟซบุ๊คเกี่ยวกับการสร้างรายได้ผ่านเน็ต หาเงินออนไลน์ (มีคนมาแชร์ประสบการณ์หาเงินออนไลน์อยู่เรื่อยๆ)

หรือไม่ก็ใช้การสังเกตุเวลาเล่นเน็ตครับ การเป็นคนช่างสังเกตุ มันมีประโยชน์มากครับ ยกตัวอย่างวันก่อนผมเห็นโพสต์ประกาศพวกนี้ในเฟซบุ๊ค เป็นโพสต์ประกาศหาแบบเพื่อมาถ่ายรูป เพื่อเอาไปขายตามเว็บ stock photo ต่างๆ (ซึ่งโพสต์แบบนี้มีมาให้เห็นบ่อยพอสมควร)

จะเห็นได้ว่าเงินค่าจ้างตัวแบบอยู่ที่ 2500 บาทต่อคน แบบนี้เราก็รู้แล้วครับว่า ช่างภาพพวกนี้น่าจะทำเงินกับการขายภาพพอสมควร (ไม่งั้นคงไม่สามารถลงทุนจ้างแบบได้)


จบแล้วครับสำหรับบทความหาเงินออนไลน์ (ได้จริง) ไม่ต้องลงทุนเยอะ หวังว่าคุณจะพอได้ไอเดียหาเงินผ่านเน็ตไม่มากก็น้อยนะครับ

การหาเงินออนไลน์เนี่ย ถ้าคุณทำเป็นแล้ว มันเป็นอาชีพที่ยืดหยุ่นมากครับ เพราะคุณสามารถเลือกเวลาทำงานได้ และบางวิธียังค่อนข้าง passive มากๆ อีกด้วย (ถ้าคุณทำเว็บไซต์หรือช่องยูทูป คุณจะเหนื่อยช่วงแรกๆ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งสบาย เพราะทรัพย์สินพวกนั้นจะทำงานให้คุณ)

สุดท้าย ผมขอทิ้งท้ายว่า ถ้าคุณเริ่มศึกษาจนพอจะรู้แล้วว่า คุณอยากจะหาเงินผ่านเน็ตวิธีไหน ก็ให้เริ่มลงมือทำเลยครับ ต่อให้วิธีนั้นอาจจะดูเหมือนมีข้อเสีย ก็อย่าไปกังวลกับมันมาก

ถ้าคุณยังไม่เคยสร้างรายได้ผ่านเน็ตมาก่อน อย่าพึ่งไปกังวลกับการหาธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ (คุณยังทำไม่ได้หรอกครับ ประสบการณ์ไม่พอ) แต่ให้เน้นไปที่การสะสมความรู้และประสบการณ์ โดยการลองผิดลองถูก กับวิธีหาเงินออนไลน์แบบต่างๆ ไปเรื่อยๆ ยิ่งคุณลงมือทำมากเท่าไหร่ คุณยิ่งรู้มากขึ้นว่าวิธีไหนมีข้อดีข้อเสียอย่างไร วิธีไหนเหมาะกับคุณและทำเงินให้คุณได้จริง

อีกอย่างที่ผมอยากบอกคือ ต่อให้วิธีหาเงินที่คุณคิดจะทำมันฟังดูโง่ๆ หรือมีคนบอกคุณว่า ไอเดียคุณมันไม่น่าจะได้ผล ก็อย่าไปสนใจมากครับ

อย่างตอนที่ผมตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อสร้างคอร์สฝึกพูดภาษาอังกฤษ (เห็นฝรั่งเค้าทำเลยอยากทำบ้าง) ในมุมมองคนอื่นๆ มันดูยากมากๆ ที่จะสำเร็จ (เพราะผมคิดการใหญ่ ตัดสินใจทำเว็บเป็นภาษาอังกฤษ แทนที่จะเป็นภาษาไทย เพื่อให้เข้าถึงคนทั่วโลก) ผมเองยังไม่มั่นใจว่ามันจะสำเร็จเลย แต่ทุกวันนี้ธุรกิจนี้ก็เป็นรายได้หลักของผมครับ ทุกๆ เดือนมีคนจากทั่วโลกซื้อคอร์สผม ไม่ว่าจะเป็น ไทย เวียดนาม จีน อินโด หรือคนที่อาศัยอยู่ประเทศอย่างอเมริกาหรืออังกฤษ

สรุปคือ ถ้าคุณมีไอเดียแล้ว ทางเดียวที่จะรู้แน่นอนว่าไอเดียนั้นมันจะได้ผลไหม คือการลงมือทำครับ

การหาเงินออนไลน์มันต่างกับการเรียนให้ได้เกรดดี ตรงที่คนฉลาดจะไม่ได้เป็นคนที่สำเร็จที่สุดครับ เพราะบางทีคนฉลาด เค้าจะอ่านเยอะ และรู้ข้อเสียหรือความเสี่ยงของสิ่งต่างๆ เยอะ ทำให้ไม่กล้าลงมือทำอะไรเลย คนที่สำเร็จกลับกลายเป็นคนที่เริ่มทำแบบโง่ๆ ไม่รู้เรื่องอะไรซะงั้น (ซึ่งคนพวกนี้ภายหลังกลับกลายเป็นดูฉลาดขึ้นมา เพราะการลงมือทำให้เค้าได้ความรู้ประสบการณ์)

ขอให้โชคดีกับการหาเงินทางเน็ตครับ

Leave a Comment