วิธีทำเว็บขายของออนไลน์ (ทำตามได้ทันที)

ถ้าคุณอยากมีร้านค้าออนไลน์เป็นของตัวเอง คุณมาถูกที่แล้วครับ ผมจะแชร์ขั้นตอนการสร้างเว็บขายของ ตั้งแต่เริ่มจนจบ

เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพ ผมได้สร้างเว็บขายของให้ดูเป็นตัวอย่างตามลิงค์ด้านล่างครับ หลังจากทำตามบทความนี้ เว็บไซต์ของคุณจะมีหน้าตาคล้ายๆ เว็บตัวอย่างครับ

ตัวอย่างเว็บไซต์ขายของ

บทความนี้เหมาะสำหรับคนที่สามารถลงทุนได้เท่านั้น คุณจะต้องเช่าเว็บโฮสติ้งและจดโดเมนสำหรับเว็บไซต์คุณ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อย ผมไม่แนะนำให้สร้างเว็บขายของแบบฟรีๆ (เหตุผลตามไปอ่านบทความนี้ได้ครับ: เหตุผลที่คุณไม่ควรสร้างเว็บไซต์ฟรี)

ถ้าเข้าใจตรงกันแล้ว มาเริ่มกันเลยครับ

WordPress + WooCommerce: วิธีที่ดีที่สุดในการสร้างเว็บไซต์ขายสินค้า

ในบทความนี้เราจะสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress จากนั้นจะทำให้เว็บของเราเป็นร้านค้าออนไลน์ด้วยการลงปลั๊กอิน WooCommerce

เหตุผลที่เราเลือกใช้ WooCommerce เพราะ…

  1. เป็นปลั๊กอิน e-commerce ที่มีความนิยมมากที่สุด (มีการอัพเดตอย่างสม่ำเสมอ หากติดปัญหาก็หาวิธีแก้ทางเน็ตได้ง่าย)
  2. เป็นปลั๊กอิน e-commerce ที่(น่าจะ)มีฟีเจอร์เยอะที่สุด
  3. ติดตั้งได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  4. มีคนพัฒนาปลั๊กอินเสริม สำหรับ WooCommerce เยอะมาก (และส่วนมากฟรี) ต่อให้ WooCommerce ขาดฟีเจอร์บางอย่าง เราก็สามารถลงปลั๊กอินเสริมพวกนี้ได้
  5. คุณสามารถใช้ WooCommerce ขายสินค้าได้แทบทุกประเภท ทั้งสินค้าจับต้องได้ (เสื้อผ้า, เครื่องสำอาง) และสินค้าดิจิตอล (อีบุ๊ค, คอร์สออนไลน์)

ถ้าเข้าใจแล้วว่า WooCommerce ดียังไง มาเริ่มกันเลยครับ

ขั้นตอนที่ 1) สร้างเว็บ WordPress

การสร้างเว็บ WordPress ไม่ยากครับ มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

  1. เช่าเว็บโฮสติ้งและจดโดเมน
  2. ติดตั้ง WordPress
  3. ติดตั้ง SSL Certificate เพื่อให้เว็บไซต์เป็น HTTPs (สำคัญมากสำหรับร้านค้าออนไลน์)

ถ้าคุณมีเว็บ WordPress ของตัวเองแล้ว ให้ข้ามส่วนนี้ไปได้เลยครับ แต่ถ้ายังไม่มี ให้อ่านวิธีการจากบทความข้างล่างได้เลย

วิธีการสร้างเว็บไซต์ WordPress

ใช้ธีม Storefront

ในเว็บขายของตัวอย่าง ผมใช้ธีมชื่อ Storefront ซึ่งเป็นธีมฟรีที่ออกแบบโดยทีมผู้สร้าง WooCommerce เองเลย

ผมแนะนำให้ผู้อ่านเปลี่ยนไปใช้ธีมนี้เช่นกัน (อย่างน้อยก็ในช่วงแรก) โดยทำตามนี้

  1. ล็อกอินเข้า Dashboard แล้วเลือกเมนู Appearance >> Themes
  2. กดปุ่ม Add New แล้วพิมพ์คำว่า Storefront
  3. เลือก Storefront กด Install ตามด้วย Activate

เมื่อลงธีมอันนี้แล้ว คุณอาจไม่ชอบดีไซน์ของมันและอยากหาธีมใหม่ แต่ผมแนะนำว่าอย่าพึ่งสนใจเรื่องธีมครับ ให้ใช้ธีมอันนี้ แล้วทำตามขั้นตอนในหน้านี้ให้จบก่อน

ก่อนจะเสียเวลาเลือกธีมที่ตรงใจเรา เราควรใส่ข้อมูลสินค้าและสร้างหน้าเพจไว้ก่อนบ้าง ถ้าเว็บเรายังไม่มีข้อมูลอะไรเลย เว็บไซต์จะดูโล่งๆ ทำให้เวลาเปลี่ยนธีมจะดูไม่ออกว่าธีมตัวนั้นๆ ดีหรือไม่

ตั้งค่าเว็บภาษาอะไรดี

ผมแนะนำว่าตัวเว็บไซต์ (ส่วนผู้เยี่ยมชม) ให้ตั้งเป็นภาษาไทย แต่ส่วน Dashboard (ส่วนหลังบ้าน) ให้ใช้ภาษาอังกฤษ

เหตุผลที่ Dashboard ควรเป็นภาษาอังกฤษ เพราะบทความเกี่ยวกับ WordPress และ WooCommerce  ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาอังกฤษ หากเราใช้ภาษาเดียวกันจะทำตามได้ง่ายกว่า

ให้ทำตามนี้ครับ

  1. ไปที่เมนู Settings >> General >> Site language แล้วเลือก “ไทย” จากนั้นกด Save Changes (ทั้งเว็บไซต์และ Dashboard จะกลายเป็นภาษาไทย)
  2. ไปที่เมนู ผู้ใช้ >> ข้อมูลส่วนตัวของคุณ >> ภาษา แล้วเปลี่ยนตัวเลือกจาก “ใช้ภาษาหลักของเว็บ” เป็น “English” กดปุ่มอัพเดต (Dashboard จะกลับมาเป็นภาษาอังกฤษ)

ตอนนี้เราพร้อมลง WooCommerce แล้วครับ

ขั้นตอนที่ 2) ติดตั้งปลั๊กอิน WooCommerce

เข้าไปที่ Dashboard เลือกเมนู Plugins >> Add New จากนั้นพิมพ์ WooCommerce ในช่องค้นหาแล้วกด Enter คุณจะเห็นปลั๊กอิน WooCommerce แสดงขึ้นมา ให้กดปุ่ม Install Now เพื่อติดตั้ง

 จากนั้นให้กดปุ่ม Activate เพื่อให้ปลั๊กอินเริ่มทำงาน

พอ Activate เสร็จจะมีหน้า Setup Wizard โผล่ขึ้นมา ให้เริ่มตั้งค่าต่างๆ ให้กับร้านค้าออนไลน์เราเลยครับ (ค่าพวกนี้สามารถแก้ที่หลังได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องเสียเวลามากครับ)

ในหน้าแรก (Store Setup) ให้กรอกรายละเอียดพื้นฐานของร้านค้า ดังนี้

  • Where is your store based? (เลือก Thailand)
  • Address (กรอกที่อยู่ของร้านค้าเป็นภาษาไทย โดย City ให้กรอกชื่ออำเภอ/เขต และ State ให้กรอกชื่อจังหวัด)
  • What currency do you accept payments in? (เลือก Thai Baht)
  • What type of products do you plan to sell?
    • ถ้าร้านค้าเราขายสินค้าจับต้องได้ ให้เลือก I plan to sell physical products
    • ถ้าจะขายสินค้าดิจิตอล เลือก I plan to sell digital products

พอกรอกรายละเอียดครบแล้วกดปุ่ม Let’s Go เพื่อไปหน้าต่อไป

ในหน้า Payment  ให้คลิกเปิดใช้งาน Bank transfer (BACS) payments (โอนเงินผ่านธนาคาร) แล้วคลิกปิดการชำระเงินแบบอื่นๆ ที่ไม่ต้องการออก จากนั้นคลิก Continue

หน้าถัดมาคือหน้า Shipping (ค่าจัดส่ง) เนื่องจากหน้า Wizard หน้านี้มีรายละเอียดให้กรอกน้อยเกินไป ให้ปิดการใช้งานไปก่อน แล้วเดี๋ยวเราค่อยตั้งค่าจัดส่งภายหลัง

ต่อมาคือหน้า Recommended หน้านี้เหมือนเอาไว้ขายบริการเสริม (ซึ่งเราอาจจะต้องเสียเงิน) ให้เลื่อนไปล่างสุดแล้วกด Skip this step ได้เลย

หน้าต่อมา WooCommerce จะพยายามให้เราลงปลั๊กอินชื่อ Jetpack ให้กด Skip this step เช่นกัน

ในหน้าสุดท้ายจะเห็นข้อความ You’re ready to start selling! ซึ่งหมายความว่าเราติดตั้งปลั๊กอินเสร็จแล้ว ให้คลิกปุ่ม Visit Dashboard เพื่อกลับไปที่ Dashboard

ตอนนี้หากคุณเข้าเมนู Pages >> All pages คุณจะเห็นว่า WooCommerce มีการสร้างหน้าเพจใหม่ให้คุณ 4 หน้าด้วยกัน

  • Shop: หน้าสำหรับแสดงสินค้าของเว็บคุณ
  • Cart: สำหรับดูรายการสินค้าที่ลูกค้าได้เลือกไว้ ลูกค้าสามารถลบหรือเปลี่ยนแปลงจำนวนสินค้าในหน้านี้ได้ ก่อนจะไปสู่หน้า checkout
  • Checkout: หน้าสั่งซื้อสินค้า ลูกค้าต้องเลือกวิธีการจัดส่งและกรอกที่อยู่ในหน้านี้
  • My Account: หากลูกค้าสมัครสมาชิกกับร้านเราไว้ ลูกค้าสามารถดูรายการสั่งซื้อย้อนหลัง และสามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดต่างๆ (เช่น ที่อยู่สำหรับจัดส่ง) ผ่านหน้านี้ได้

ขั้นตอนที่ 3) ตั้งค่า WooCommerce

ในขั้นตอนที่แล้ว เราใช้ Setup Wizard ตั้งค่าพื้นฐานให้กับร้านค้าเราบ้างแล้ว แต่เรายังต้องตั้งค่าอื่นๆ เพิ่มเติม

ให้เข้าเมนู WooCommerce >> Settings คุณจะเห็นว่า settings ของ WooCommerce มีการแบ่งหมวดหมู่ไว้ชัดเจน (General, Products, Shipping, …)

Settings เพิ่มเติมที่ควรตั้งค่ามีดังนี้

Selling/Shipping locations

ในหมวดหมู่แรก (General) จะมี settings สองตัวคือ Selling location(s) และ Shipping location(s) หากต้องการขายและจัดส่งภายในประเทศไทยอย่างเดียว ให้แก้จาก Sell/Ship to all countries เป็นแค่ Thailand

เมื่อแก้ไขแล้วอย่าลืมกดปุ่ม Save Changes ด้านล่างสุด

การคำนวณจัดส่งสินค้า

คราวนี้มาตั้งค่าเพื่อให้ระบบแสดงค่าส่งตามที่เราต้องการ

ใน Settings ให้คลิกเลือกหมวด Shipping แล้วกดปุ่ม Add shipping zone

จากนั้น พิมพ์ Thailand ลงในช่อง Zone name และช่อง Zone Regions แล้วกดปุ่ม Add Shipping method

 พอกดปุ่ม Add Shipping method ให้เลือก Flat rate แล้วกด Add shipping method

การคิดค่าส่งแบบตายตัว

หากคุณต้องการคิดค่าส่งแบบตายตัว เช่น ส่งแบบลงทะเบียนคิด 30 บาท แบบ EMS คิด 60 บาท ให้ทำดังนี้

ลากเมาส์ไปที่ shipping method ที่สร้างไว้แล้วกด Edit และพิมพ์ค่าตามนี้

  • Method title: ให้พิมพ์คำที่ชื่อความหมายเช่น “ลงทะเบียน” หรือ “ส่งแบบลงทะเบียน” (คำที่พิมพ์ลงในช่องนี้ลูกค้าจะเห็นเวลา checkout)
  • Tax status: เลือก None
  • Cost: ให้พิมพ์ค่าจัดส่งที่ต้องการลงไป

เสร็จแล้วก็สร้าง shipping method อีกแบบสำหรับการส่งแบบ EMS โดยทำเหมือนขึ้นตอนที่แล้วเลยครับ

  1. กด Add shipping method เลือก Flat rate
  2. กด Edit พิมพ์ Method title เป็น “EMS” เลือก Tax status เป็น None และใส่ค่าจัดส่งที่ต้องการ

การคิดค่าส่งตามจำนวนชิ้น

สมมุติว่าเราอยากคิดค่าส่งตามเงื่อนไขแบบนี้

  1. ซื้อสินค้าชิ้นเดียว คิดค่าส่ง 30 บาท
  2. ซื้อสินค้าชิ้นต่อไป บวกค่าส่งเพิ่มชิ้นละ 10 บาท

เราสามารถทำได้โดยการใช้สมการคำนวณค่าส่ง ตามรูปด้านล่าง

จากในรูป จะเห็นว่าสมการในช่อง Cost คือ 30 + ( ([qty] – 1) + 10 )

  • ตัวเลข 30 คือค่าส่งขึ้นต่ำ
  • [qty] คือจำนวนชิ้นของสินค้า
  • เลข 10 คือราคาที่คิดเพิ่มต่อชิ้น

ถ้าใช้สมการนี้ เวลาลูกค้า checkout ระบบจะคำนวณราคาค่าส่งตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ให้ครับ (ผู้อ่านสามารถปรับแก้ตัวเลขในสมการได้ตามต้องการ)

การคิดค่าส่งเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย

สมมุติว่าเราอยากคิดค่าส่งตามเงื่อนไขแบบนี้

  • คิดค่าส่ง 5% ของราคาสินค้า
  • กำหนดค่าส่งขั้นต่ำเป็น 30 บาท

เราสามารถทำได้ตามรูปครับ

จากในรูป ความหมายของสมการคือดังนี้ครับ

  • fee percent=”5″  (คิดค่าส่ง 5% ราคาสินค้า)
  • min_fee=”30″ (ค่าส่งขั้นต่ำ 30 บาท)
  • max_fee=”” (ไม่มีจำกัดค่าส่งสูงสุด)

การตั้งค่าจัดส่ง สามารถทำได้มากมายหลายแบบมาก เช่น คิดค่าส่งแยกตามกลุ่มสินค้า (shipping class) แต่ผมขอสอนวิธีตั้งค่าจัดส่งแค่นี้ก่อน ผู้อ่านรบกวนหารายละเอียดเพิ่มเติมเองครับ

ตั้งค่าวิธีการชำระเงิน

ไปที่เมนู WooCommerce >> Settings >> Payments ให้เช็คดูว่าเราคลิกเปิดการใช้งาน Direct bank transfer เรียบร้อยแล้ว จากนั้นคลิก Manage

ส่วนนี้ให้เรากรอกรายละเอียดการชำระเงิน รายละเอียดพวกนี้ระบบจะแสดงให้ลูกค้าเห็นในหน้า Checkout และในอีเมลที่ส่งให้ลูกค้า

  • Title: ให้พิมพ์คำที่สื่อความหมายเช่น “โอนเงินผ่านธนาคาร”
  • Description: ให้ใส่คำอธิบายตามต้องการ เช่น หลังจากโอนแล้วต้องแจ้งการโอนอย่างไร (ลูกค้าจะเห็นข้อความนี้ตอน checkout)
  • Instructions: ข้อความส่วนนี้จะแสดงในอีเมลที่ส่งให้ลูกค้า (ใส่ข้อความเดียวกันกับ Description ก็ได้
  • Account Details: ใส่รายละเอียดบัญชีธนาคาร

กรอกเสร็จแล้วอย่าลืมกด Save Changes นะครับ

การตั้งค่าอื่นๆ ที่ควรแก้ไข

ข้างล่างคือ settings ที่ควรแก้ไขเพื่อไม่ให้ร้านค้าเราดูซับซ้อนจนเกินไป

Settings หมวด General:

  • Enable the use of coupon codes (ใช้คูปองส่วนลดหรือไม่) ถ้าเว็บเราไม่มีคูปองส่วนลด ให้ติ๊กออกเพื่อปิดการทำงาน ไม่อย่างนั้นตอนลูกค้า checkout จะมีช่องให้กรอกรหัสคูปอง ซึ่งทำให้หน้าเพจดูรก
  • Number of decimals (กำหนดว่าจะให้ราคาสินค้ามีจุดทศนิยมกี่ตำแหน่ง) ปกติราคาสินค้าส่วนใหญ่ไม่มีเศษสตางค์อยู่แล้ว จึงควรตั้งค่าให้เป็น 0

Settings หมวด Products:

  • Enable reviews (อนุญาติให้คนมารีวิวสินค้าได้) หากติ๊กถูกอยู่ควรติ๊กออก ปกติเว็บขนาดเล็กและขนาดกลางส่วนใหญ่ ไม่มีใครยอมเสียเวลามาเขียนรีวิวอยู่แล้ว (ถ้ามีก็มักจะเป็นในแง่ลบ) หากไม่ปิดการทำงาน หน้าสินค้าต่างๆ จะแสดงข้อความว่า สินค้านี้ยังไม่มีใครรีวิว ทำให้เว็บเราดูเหมือนขายของไม่ออก

จบแล้วครับสำหรับการตั้งค่า หากมีเวลา ผมแนะนำให้ผู้อ่านกดเข้าไปดู settings ทีละหมวดหมู่ เพื่อทำความคุ้นเคยกับ settings ของ WooCommerce หากเห็นอะไรที่ควรแก้ ก็แก้ให้ตรงความต้องการของร้านเราได้เลย (แต่หากมี settings อันไหนที่ไม่เข้าใจ ก็ปล่อยเป็นค่า default ไว้ครับ)

ขั้นตอนที่ 4) เพิ่มสินค้า

ได้เวลาลงสินค้า เพื่อทำให้เว็บเป็นร้านค้าออนไลน์เต็มตัวแล้วครับ 🙂

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจกับประเภทสินค้าซักเล็กน้อย เวลาเพิ่มสินค้าจะได้เลือกประเภทถูก

WooCommerce แบ่งประเภทสินค้าออกเป็น 4 แบบด้วยกัน (สินค้าส่วนมากมักอยู่ในสองแบบแรก)

  1. Simple product สินค้าธรรมดาทั่วไป
  2. Variable product สินค้าที่ลูกค้าสามารถเลือกคุณลักษณะที่ต้องการได้ เช่น กระเป๋าที่มีหลายสีให้เลือก, เสื้อที่มีหลายไซส์
  3. Grouped product สำหรับรวมสินค้าแบบ simple หลายๆ ตัวไว้ในหน้าเดียวกัน ขายรวมกันในราคาเดียว เช่น เราอาจรวม หมอน, ผ้าห่ม, ผ้าปูที่นอน, และผ้านวม มาขายรวมกันเป็น “ชุดเครื่องนอน”
  4. External/affiliate product ใช้ในกรณีที่เราอยากแสดงสินค้าของเว็บไซต์อื่น ในเว็บของเรา

หากต้องการเพิ่มสินค้า ให้ไปที่เมนู Products >> Add New ระบบจะแสดงหน้าให้กรอกรายละเอียดสินค้า

  1. ชื่อสินค้า
  2. Description (คำบรรยายหลัก):  ให้ใส่รายละเอียดเชิงลึกของสินค้า สำหรับลูกค้าอ่าน
  3. Product data (ข้อมูลต่างๆ ของสินค้า):  ข้อมูลบังคับที่ต้องกรอกคือ ประเภทสินค้าและราคา แต่เราสามารถกรอกข้อมูลอื่นได้ด้วย เช่น ขนาด, น้ำหนัก, จำนวนที่มีในสต๊อก, ฯลฯ
  4. Product short description (คำบรรยายอย่างย่อ):  ควรใส่แต่รายละเอียดสำคัญๆ ที่ลูกค้าอยากรู้เป็นอันดับแรกๆ
  5. Product categories (หมวดหมู่สินค้า):  หากเว็บของคุณขายสินค้าหลายประเภท ควรแบ่งสินค้าเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน
  6. Product tags: สำหรับใส่คำต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณ เพื่อให้ลูกค้าค้นหาสินค้าได้ง่าย (ไม่ต้องใส่ก็ได้)
  7. Product image: ให้อัพโหลดรูปที่ดีที่สุดของตัวสินค้า (ใส่ได้แค่รูปเดียว)
  8. Product gallery: ให้อัพโหลดรูปสินค้าเพิ่มเติม (ใส่ได้หลายรูป)

เมื่อใส่รายละเอียดหมดแล้วให้กด Publish แล้วลองกดไปชมหน้าสินค้า แล้วทดลองสั่งซื้อสินค้าดู (เวลา checkout ควรใช้อีเมลอื่นที่ไม่ใช่อีเมลของ WordPress admin จะไม่ได้สับสน)

ขั้นตอนที่ 5) จัดการออเดอร์สินค้า

ตอนนี้หากคุณทดลองสั่งซื้อสินค้า คุณจะได้รับอีเมลแจ้งเตือนว่ามีการสั่งซื้อสินค้า ส่วนลูกค้าก็จะได้รับอีเมลแจ้งรายการสินค้า, ราคา, และวิธีชำระเงิน

ปัญหาที่คุณอาจจะเจอในตอนนี้คือ

  • แบบฟอร์มในหน้าเพจ checkout ดูซับซ้อน มีช่องให้กรอกเยอะเกินไป
  • บางข้อความในหน้าเพจและอีเมลเป็นภาษาอังกฤษ แทนที่จะเป็นภาษาไทย
  • อีเมลจากระบบถูกส่งเข้าโฟลเดอร์ Spam/Junk
  • หากลูกค้าตอบกลับอีเมล ข้อความจะถูกส่งไปที่อีเมลของ WordPress admin ซึ่งมักจะเป็นอีเมลส่วนตัว (natee.c@gmail.com) แทนที่จะเป็นอีเมลที่ดูเป็นทางการ เช่น contact@myshop.com

ปัญหาพวกนี้แก้ได้หมดครับ แต่ขอข้ามไปพูดเรื่องการจัดการออเดอร์ก่อน

คุณสามารถเข้าไปดูออเดอร์ทั้งหมดของร้านคุณได้ที่เมนู WooCommerce >> Orders ตอนนี้คุณควรเห็นออเดอร์ที่คุณได้ทดลองสั่งไว้

ให้คลิกออเดอร์นั้นเพื่อดูรายละเอียด ในหน้านั้น คุณจะเห็นช่องชื่อ Status (สถานะ) ซึ่งคุณสามารถแก้สถานะออเดอร์ได้ถึง 7 แบบด้วยกัน แต่เราจะใช้จริงแค่ 5 แบบ คือ

  • On hold รอการชำระเงิน
  • Processing ได้รับการชำระเงินแล้ว และทางร้านกำลังดำเนินการจัดส่ง
  • Completed จัดส่งเรียบร้อยเสร็จสมบูรณ์
  • Cancelled ออเดอร์ถูกยกเลิก
  • Refunded โอนเงินคืนให้ลูกค้า (ใช้ในกรณีเช่น ลูกค้าโอนมาแล้ว แต่สินค้าหมด)

การจัดการออเดอร์นั้นง่ายมากครับ

เวลาเราได้รับเงินจากลูกค้า ให้เปลี่ยนสถานะออเดอร์จาก On hold เป็น Processing แล้วกด Update ระบบจะส่งอีเมลไปแจ้งลูกค้าว่า กำลังทำการจัดส่ง

หลังจากเราออกไปส่งสินค้าแล้ว ให้กลับมาที่หน้าออเดอร์ ในช่อง Add note (มุมล่างขวา) ให้ใส่เลขตรวจสอบพัสดุ และเปลี่ยนค่าใน drop-down จาก Private note เป็น Note to customer จากนั้นกด Add ระบบจะทำการส่งเลข tracking ให้ลูกค้าทางอีเมล (ไม่จำเป็นต้องกดปุ่ม Update)

จากนั้นให้เปลี่ยนสถานะเป็น Completed เพื่อปิดออเดอร์ ซึ่งจะมีอีเมลส่งให้ลูกค้าอีก 1 ฉบับ เพื่อบอกว่าออเดอร์เสร็จสมบูรณ์

หากคิดว่าอีเมลแจ้ง completed order มันซ้ำซ้อน (เพราะเราได้ส่งอีเมลแจ้งเลข tracking ไปก่อนแล้ว) เราสามารถปิดการส่งอีเมลฉบับนี้ได้ โดยไปที่เมนู WooCommerce >> Settings >> Emails จากนั้นคลิ๊กที่อีเมลชื่อ Completed order

จากนั้นให้ติ๊กค่านี้ออก >> Enable this email notification แล้วกด Save Changes

ยินดีด้วย คุณมีเว็บขายของเป็นของตัวเองแล้ว

มาถึงตรงนี้ คุณจะเห็นว่าเว็บขายของที่คุณสร้างกับเว็บตัวอย่างมันไม่เหมือนกันซะทีเดียว ไม่ต้องตกใจครับ เหตุผลคือผมได้ทำการปรับแต่งเว็บเพิ่มเติม เช่น

  • ใส่โลโก้
  • เปลี่ยนโครงสร้างหน้าเพจบ้างหน้าเป็นแบบ full width (ไม่แสดง sidebar)
  • แก้ไขเมนูหลักให้แสดงเฉพาะหมวดสินค้า
  • สร้างเมนูที่สอง สำหรับหน้าบัญชีผู้ใช้และหน้าสำหรับติดต่อ
  • สร้างหน้าสำหรับติดต่อผู้ขาย

ผมไม่ได้รวมรายละเอียดพวกนี้ไว้ เพราะผู้อ่านอาจไม่ได้อยากได้เว็บเหมือนตัวอย่างก็ได้ ตอนนี้เลยเป็นหน้าที่ของคุณแล้วครับ ที่จะเริ่มปรับแต่งร้านค้าออนไลน์ของคุณให้มีหน้าตาแบบที่ต้องการ

ผมแนะนำให้ลงสินค้าไว้หลายๆ อัน เพื่อให้เว็บดูมีเนื้อหา จากนั้นเรียนรู้การใช้งาน WordPress เพิ่มเติม แล้วลองปรับแต่งเว็บไซต์ให้เป็นแบบที่ต้องการดูครับ

คำถามที่พบบ่อย / เคล็ดลับเพิ่มเติม

เพิ่มแบบฟอร์มแจ้งการชำระเงินบนเว็บไซต์อย่างไร

อ่านวิธีเพิ่มแบบฟอร์มที่บทความนี้ครับ

สามารถแก้ไขแบบฟอร์มในหน้า Checkout ได้ไหม

ได้ครับ หากคุณคิดว่าแบบฟอร์มหน้า checkout มันช่องให้กรอกเยอะไป คุณสามารถลงปลั๊กอินชื่อ WooCommerce Checkout Manager ได้เพื่อทำการซ่อน field บางอันที่ไม่จำเป็น (เช่น company)

ทำให้ข้อความต่างๆ เป็นภาษาไทยทั้งหมดยังไง

อ่านบทความนี้ได้เลยครับ

ทำให้ลูกค้าได้รับอีเมลจากโดเมนเรา (@mywebsite.com) แทนที่จะเป็นจาก gmail หรือ hotmail ยังไง

อย่างแรกคุณต้องสร้างบัญชีอีเมลภายใต้ชื่อโดเมนคุณก่อน

หลังจากนั้นให้ไปที่ Dashboard >> WooCommere >> Settings แล้วเลือกแท็บ Emails จากนั้นเลื่อนลงหาคำว่า Email sender options แล้วแก้ช่อง “From” address เป็นอีเมลของเว็บไซต์เราครับ

ทำไมอีเมลแจ้งเตือนไปอยู่ในโฟลเดอร์ spam/junk (หรืออีเมลไม่ถูกส่ง)

อันนี้มีหลายสาเหตุครับ ลองอ่านวิธีแก้ไขจากบทความนี้ดูนะครับ

16 thoughts on “วิธีทำเว็บขายของออนไลน์ (ทำตามได้ทันที)”

  1. ขอบคุณสำหรับข้อมูล มีประโยชน์มากคะ ถ้าดิฉันต้องการให้สอนและเป็นที่ปรึกษาเวลาทำงานจริง ไม่ทราบว่ารับหรือไม่

    ตอบกลับ
  2. ขอบคุณมากๆ คับ ข้อมูลละเอียดมากคับ
    ขอรบกวนถามเพิ่มอีกนิดนึงคับ
    1) สินค้าใน stock เวลา มีลูกค้า shop ไปแล้ว stock จะอัพเดท และถ้าสินค้าหมด ก็มีการโชว์ว่า สินค้าหมดด้วยได้ใช่ป่าวคับ?
    2) เราเลือก option payment ด้วย บัตร credit ได้ใช่ป่าวคับ?
    ขอบคุณคับ

    ตอบกลับ
    • จะมีการโชว์ว่าสินค้าหมด ถ้าเราระบุจำนวนสินค้าใน stock เอาไว้ครับ คือในหน้า Add/Edit Product จะมีแท็บชื่อว่า Inventory อยู่ ให้คลิกแท๊บนั้น แล้วติ๊กเลือก Manage stock จะมี textbox ชื่อ Stock quantity โผล่ขึ้นมา ก็ให้ระบุจำนวนสินค้าที่มีใน stock ในช่องนั้นเลย

      ส่วนถ้าอยากให้ชำระเงินผ่านบัตรเครดิต ก็สามารถทำได้ครับ คุณต้องไปหา payment gateway (ผู้ให้บริการระบบชำระเงินผ่านบัตรเครดิต) ซึ่ง payment gateway ในประเทศไทยที่สมัครง่ายที่สุดคือ https://www.omise.co/th ครับผม

      ตอบกลับ
  3. ขอบคุณมากๆคับ ผมเพิ่งถ่ายรูปสินค้าเสร็จ กำลังจะเริ่มทำเวป จะทำตามรายละเอียดที่ให้มาคับ
    ข้อมูลรายละเอียดที่ให้มา เป็นประโยชน์มากคับ ขอให้คุณ Noob marketer ทำอะไรก็เจริญรุ่งเรืองน่ะคับผม

    ตอบกลับ
  4. สวัสดีค่ะ
    ดิฉันทดลองทำweb page แบบยังไม่ต้องเช่าhost, ได้หน้าDashboard มาแล้ว แต่พอปิด หน้านี้ไป จะเข้าไปลองเล่นจากcom ปรากฏว่าพยายามเปิดตามที่แนะนำ โดยพิมพ์ชื่อwebsiteบนweb browser ไม่ปรากฏหน้าให้login เลย
    รบกวนให้คำแนะนำจะแก้ไขยังไงดีค่ะ

    ตอบกลับ

Leave a Comment